วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ฟักทองญี่ปุ่น แห่งเดียวในภาคตะวันออก

สวัสดีค่ะเพื่อนๆผู้เยี่ยมชมบล็อก Poo nita farm ของเรานะค่ะ วันนี้จะนำเรื่องการปลูกฟักทองญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในภาคตะวันออกมาให้เพื่อนๆได้อ่านกันค่ะ ซึ่งการปลูกฟักทองญี่ปุ่นจริงๆแล้วเป็นพืชผักที่อาศัยอากาศหนาวเย็น แต่ทำไมที่ชลบุรีจึงสามารถปลูกได้ น่าสนใจหรือเปล่าค่ะ มาติดตามกันค่ะ
สำหรับการปลูกฟักทองญี่ปุ่นในพื้นที่ชลบุรีนั้น ภายใต้การนำของ คุณพีระพงค์ ศรีพรหม เป็นอีกหนึ่งแหล่งเรียนรู้ที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป จุดเด่นคือ เป็นแหล่งเพาะปลูกพืชนานาชนิดรวม 100 สายพันธุ์ เช่น ฟักทองญี่ปุ่น บล็อคโคลี่ มะเขือเทศราชินี หัวไชเท้าสีม่วง คะน้า เห็ดหอม สลัดญี่ปุ่น สลัดแก้ว น้ำเต้า กะหล่ำปลีหัวใจ รวมไปถึงผลไม้ปราบเซียนอย่างเมล่อน ซึ่งพืชดังกล่าวเป็นที่พืชที่ชอบอากาศหนาวเย็น และแน่นอนว่าปัจจัยเรื่องสภาพพื้นที่และอากาศของจังหวัดชลบุรีย่อมไม่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกพืชผักเขตหนาว เนื่องจากอยู่ใกล้ทะเลจึงมีสภาพอากาศที่แปรปรวน เวลาร้อนก็ร้อนมาก แต่ด้วยความมุ่งมั่นจึงทำให้คุณพีระพงค์ สามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ จนประสบผลสำเร็จและมีผลผลิตป้อนตลาดตลอดทั้งปี
หัวใจการทำเกษตรให้ประสบความสำเร็จ คืออะไร?
สำหรับมุมมองของคุณพีระพงค์ เจ้าของไร่ "วัชรพีร์ฟาร์ม" คือ หากเรามีการจัดการที่เหมาะสมและถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นพืชตัว
ไหนก็สามารถปลูกได้เหมือนกันหมดโดยต้องเริ่มจากการเรียนรู้จักธรรมชาติของพืชชนิดนั้น อย่างฟักทองญี่ปุ่นเป็นพืชที่ชอบอากาศหนาวเย็นและชื้น เราก็ต้องเพ่ิมความชื่นให้ดินตามที่พืชต้องการ เพียงเท่านี้เราก็จะมีผลผลิตออกมาตลอดทั้งปี
การปลูกฟักทองญี่ปุ่น
ฟักทองญี่ปุ่น (Japanesd Pumpkin, Cucurbita pepo) เป็นพืชจำพวก
cucurbita จากหลักฐานชี้ว่ามีถิ่นกำเนิดจากทวีปอเมริกา ฟักทองญี่ปุ่นเป็นพืชปลูกง่าย อายุสั้น ไม่ต้องการการดแลเอาใจใส่มากนัก และให้ผลผลิตสูงซึ่งการปลูกโดยใช้ค้างจะช่วยให้ลดการทำลายจากโรคในฤดูฝน และป้องกันหนูกัดกินทำลายผลโดยเราพยายามทดลองปลูกพืชหลากหลายสายพันธุ์ โดยมุ่งเน้นบนพื้นฐานของความน่าจะเป็นอย่างฟักทองญี่ปุ่นที่ทำอยู่ในขณะนี้มีอยู่ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ทองแท้ พันธุ์ลายทอง พันธุ์เฟริสเทส พันธุ์อีสเทอร์ไรซ์ปกติฟักทองเกือบทุกสายพันธุ์นั้น มักจะเกิดปัญหาในช่วงฤดูผน เนื่องจากเวลาที่ฝนตกจะทำให้น้ำเข้าไปขังอยู่ในดอก ส่งผลให้การผสมเกษรของดอกไม่สมบูรณ์เต็มร้อย หรือในบางครั้งอาจทำให้ดอกเน่าได้ ดังนั้นเรื่องของปริมาณและคุณภาพผลผลิตจึงควบคุมได้ยาก เราจึงต้องดูแลกันอย่างเอาใจใส่และใกล้ชิด
วิธีการปลูกและดูแลรักษา
ขั้นแรกต้องเริ่มจากการปรับปรุงดิน ซึ่งพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นผืนนามาก่อน จึงเน้นทำการปรับปรุงดินเบื้องต้น โดยทำการปรับพื้นที่ให้เสมอ แล้วนำเปลือกใข่ที่ป่นละเอียดแล้วมารยทั่วแปลง เพื่อช่วยเพิ่มแคลเซียมให้กับพืชและทำให้ดินร่วนซุยขึ้น อีกส่วนหนึ่งเราจะผลิตปุ๋ยหมักผสามกับเชื่อไตรโคเดอร์มา และน้ำหมักชีวภาพไว้ใช้เอง ซึ่งในส่วนนี้เราจะไม่ให้กากน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ เนื่องจากจะก่อให้เกิดพิษโดยตรงกับพืชได้ โดยมีผลการวิจัยยืนยัน
ปุ๋ยหมักซึ่งมีส่วนผสมของเชื้อไตรโคเดอร์มาจะช่วยป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าได้ โดยหว่านปริมาณ 500 กิโลกรัมต่อพ้นที่ 1 ไร่ แล้วทำการไถตากดินทิ้งไว้ 7 วัน แล้วนำปูนขาวจากเปลือกหอยมาหว่านให้ทั่วแปลง จากนั้นทำการยกร่องกว้าง 1 เมตร เสร็จแล้วทำการวางระบบน้ำหยด และคุมพลาสติกให้เรียบร้อย
ช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการปลูกฟักทองมากที่สุดคือ ประมาณเดือนสิงหาคม ถึง กันยายน โดยการเตรียมต้นกล้าฟักทองใช้เวลาประมาณ 10 วัน แล้วจึงย้ายลงปลูกในแปลง ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 45 เซนติเมตร (พื้นที่ 1 ไร่) สามารถปลูกฟักทองญี่ปุ่นได้ 800 ต้น โดยใน 3 วันแรกให้แต่น้ำเพียงอย่างเดียว พอเริ่มเข้าวันที่ 4 (พืชตั้งตัวได้) จึงเริ่มให้ปุ๋ย สูตร 46-0-0 เพื่อกระตุ้นให้พืชแตกรากใหม่และใบอ่อนตามลำดับ โดยเน้นให้ปุ๋ยทางระบบน้ำหยด ซึ่งภายในระยะเวลา 5 วัน จะให้ปุ๋ยปริมาณ 3 กิโลกรัมเท่านั้น สาเหตุที่เราไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยทางระบบน้ำหยดทุกๆ วันเหมือนกับที่อื่นนั้น ก็เนื่องมาจาการเตรียมความพร้อมให้กับดินอย่างเพียงพอ และอีกส่วนหนึ่งเราจะใช้สารชีวภัณฑ์ จำพวกเชื่อไตรโคเดอร์มา และบาซีิลสัส ฉีดพ่นทางใบทุกๆ 2-3 วัน รวมถึงฮอร์โมนชนิดต่างๆ และน้ำหมักสมุนไพรนานาชนิด
เมื่อต้นฟักทองเจริญเติบโตจนสามารถตั้งพุ่มได้แล้ว จึงเริ่มขึ้นค้างแบบบวบหรือมะระ โดยไม่ให้ต้นฟักทองสัมผัสกับพื้นดิน (ป้องกันเสี้ยนดิน) หลังจากนั้นจึงทำการแต่งแขนงของฟักทอง โดยกะระยะให้มีความสูงระดับอกของเรา ซึ่งเป็นระยะที่ต้นฟักทองพร้อมที่จะให้ผลผลิต จนกระทั่งเมื่ออายุครบ 40-45 วัน เริ่มออกลูกอ่อนหรือขนาดทเท่ากับไข่เป็ดหรือไข่ไก่ และจะเริ่มห่อผลฟักทองเมื่อายุประมาณ 50 วัน เพื่อป้องกันแมลงวันทอง โดยก่อนห่อผลทุกครั้งต้องลูบเกษรที่ก้นออกทุกครั้ง เพื่อลดการสะสมของหนอนซึ่งจะเข้าทำลายผิวของฟักทองได้ (ตรงจุดนี้ถือว่าสำคัญมาก ไม่ควรละเลย) ฟักทองญี่ปุ่น 1 ต้น ควรเลือกห่อผลเพียง 2 ผลเท่านั้น ซึ่งในระยะที่เริ่มออกดอกออกผลนั้นเรื่องอาหาร น้ำ และความชื้นในร่องต้องให้อย่างสม่ำเสมออย่าให้ขาด
อายุการเก็บเกี่ยว
ปกติในพื้นที่เพาะปลูกภาคเหนือนั้น จะกินเวลาประมาณ 90 วัน แต่สำหรับที่นี่กลับเก็บผลผลิตได้เร็วกว่าปกติ ซึ่งคุณภาพของฟักทองก็ไม่ได้แตกต่างจากทางภาคเหนือเลย ทั้งนี้น่าจะมาจากการดูแลรักษาอย่างถูกวิธีและสามารถเติดเต็มในส่วนที่พืชต้องการได้อย่างครบถ้วน และที่สำคัญทางเราจะเน้นการเก็บผลผลิตที่แก่เท่านั้น ความสุกประมาณ 90% เพื่อจำหน่ายผลผลิตส่งตรงถึงมือผู้บริโภค วิธีการสังเกตุว่าฟักทองญี่ปุ่นลูกไหนเก็บได้หรือไม่ได้นั้น สังเกตุง่ายๆ โดยดูจากขั้วฟักทองซึ่งจะต้องแตกเป็นลายไม้อย่างชัดเจน
 นอกจากนี้การที่จะเลือกซื้อและรับประทานฟักทองญี่ปุ่นให้อร่อย โดยหลังจากเก็บผลิตลงมาจากต้นแล้ว ควรทิ้งไว้ 30 วัน จึงค่อยนำมารับประทาน เพื่อให้ผลฟักทองญี่ปุ่นคายน้ำออกให้หมด โดยจะเหลือเพียงแป้งและน้ำตาลเท่านั้น จะได้รสชาติที่อร่อย หวาน มัน
สำหรับการจ่ายผลผลิต เน้นนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาเป็นแนวปฏิบัติ โดยนำผลผลิตส่วนหนึ่งออกไปจำหน่ายเอง กระจายตามตำบล อำเภอ และจังหวัดอีกส่วนหนึ่งมีพ่อค้าแม่ค้าเข้ามารับซื้อถึงสวน ราคาจำหน่าย อยู่ที่กิโลกรัมล่ะ 40-45 บาทต่อกิโลกรัม (ตลอดทั้งปี)
ความสำเร็จจากความพากเพียรพยายามของคุณ พีระพงศ์ ทำให้ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาพืชสวน ประจำจังหวัดชลบุรี และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย จนกลายเป็นต้นแบบของเกษตรกรรอบข้าง และเชิญชวนให้ร่วมกันค้นหาคำตอบด้วยต้นเองว่า ทำอย่างไรจจึงสามารถเพาะปลูกพืชผักเขตหนาวในพื้นที่จังหวัดชลบุรีได้
ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ คุณพีระพงศ์ ศรีพรหม วัชรพีร์ฟาร์ม หรือ ศูยน์การเรียนรู้การเกษตรพอเพียง ตั้งอยู่ที่ หมู่ 1 ต.หนองซ้ำซาก อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี โทร 08-1687-
5095

           การปลูกฟักทองญี่ปุ่น









ขอขอบคุณ : นิตยสาร ไม่ลองไม่รู้
ภาพประกอบ : จากอินเตอร์เน็ต

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น